เมื่อมองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์สำคัญและความสำเร็จในปี 2568 พวกเราขอขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับความเข้มแข็ง ความทุ่มเท และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทีมงานและพันธมิตรทุกท่าน ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล ไทยวายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในแนวทางการเปลี่ยนแปลงองค์กร การดำเนินงานอย่างมีวินัย และพันธกิจในการสร้างนวัตกรรมและความยั่งยืนจาก “ไร่สู่ผู้บริโภค”

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความสำคัญต่อไทยวา โดยบริษัทได้มุ่งเน้นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังจากปี 2567 ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย บริษัทสามารถกลับมาสร้างผลกำไรได้อีกครั้ง พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพของผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญจากความมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจแบบหลายแกนหลัก (Multicore) ในระดับสากล บริษัทมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 155.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นการพลิกฟื้นผลประกอบการขึ้นมาถึง 227.3 ล้านบาทภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ในขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในมิติสำคัญต่าง ๆ ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยกำไรขั้นต้นเติบโตขึ้น 30.1% เป็น 1,961.5 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวขึ้น 630 Basis Points และ EBITDA เพิ่มขึ้น 57.4% เป็น 796.5 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงวินัยในการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจ โรงงาน และการดำเนินงานในประเทศต่าง ๆ
การมุ่งเน้นสร้างพอร์ตโฟลิโอด้วยกลยุทธ์ Multicore ที่สมดุล เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการฟื้นตัวในครั้งนี้ โดยทั้งสามกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม และธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของบริษัทให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทได้ทยอยปรับพอร์ตโฟลิโอไปสู่กลุ่มธุรกิจอาหาร และแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม ซึ่งช่วยเสริมทั้งความยืดหยุ่นและคุณภาพของผลประกอบการ บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตของรายได้เท่านั้น หากแต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไร การสร้างกระแสเงินสด และประสิทธิภาพในการดำเนินงานควบคู่กันไป เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวของปีต่อๆ ไป
ธุรกิจอาหารของบริษัทยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในปี 2568 และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มบริษัท โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 7.8% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการเติบโตในประเทศไทย และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในประเทศเวียดนาม ซึ่งได้ขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และกำไรเติบโตในระดับเลขสองหลัก นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) และอาหารพร้อมปรุง (Ready-to-Cook) ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดประเทศไทยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ภายใต้แนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ความสะดวกสบาย ความเป็นพรีเมียม และการบริโภคที่เน้นประสบการณ์ ผลิตภัณฑ์อาหารในปัจจุบันสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของกำไรสุทธิรวมของกลุ่มธุรกิจ สะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ในการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มีมูลค่าสูงของบริษัท
ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยปริมาณการขายและอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวเพิ่มขึ้น จากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสมพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี่ นม และซอส บริษัทได้พัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งให้กับแพลตฟอร์มวัตถุดิบแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ครอบคลุมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และจีนอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจนี้ยังคงเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลงองค์กรในระยะยาว จากศักยภาพในการสร้างอัตรากำไรที่สูงกว่า ความแตกต่างด้านเทคนิค และโอกาสในการเติบโตในระดับภูมิภาค
ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัท โดยมียอดขายเติบโต 8% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของตลาดที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 3% ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากการจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเปิดดำเนินงานโรงงานแห่งใหม่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยและกระจายฐานการผลิต แม้ว่าสภาวะด้านราคายังคงมีความท้าทาย แต่บริษัทยังคงดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและเร่งการขับเคลื่อนการเติบโตทั่วทั้งองค์กร ในปี 2568 บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 96 ล้านบาท จากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และได้นำเงินดังกล่าวกลับไปลงทุนเพื่อต่อยอดการเติบโตในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาดสำหรับแบรนด์สินค้าอาหาร การวิจัยและพัฒนาสำหรับแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนการยกระดับศักยภาพในการให้บริการลูกค้าให้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น ความพยายามเหล่านี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในอนาคต
บุคลากรยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กร บริษัทมุ่งมั่นในการดึงดูดและพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพ สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง และสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานให้เติบโตไปพร้อมกับบริษัท ในปี 2568 บริษัทได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในแนวทางการทำงาน SFB ได้แก่ Stronger, Faster, Better เพื่อใช้เป็นกรอบการทำงานร่วมกันทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่สายการผลิตในประเทศไทยและเวียดนาม ไปจนถึงสำนักงานขายในประเทศอินเดียและประเทศอินโดนีเซีย โดยเรากำลังพัฒนาและหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรที่จะรองรับการเติบโตในระยะถัดไปของการเปลี่ยนแปลงองค์กร
“Stronger” (สร้างสรรค์ก้าวหน้า) หมายถึง การเสริมสร้างศักยภาพความรู้ในการทำงาน ด้านธุรกิจ และภาวะผู้นำทั่วทั้งองค์กร “Faster” (ไม่รอช้าเร่งลงมือ) หมายถึง การปรับปรุงแนวทางภายใน เพิ่มความเร็วในการนำเสนอสู่ตลาด และการตัดสินใจ โดยในปี 2568 เราได้เร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการจัดซื้อ การตัดสินใจเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการดำเนินงานในโรงงาน และ “Better” (ยืนหนึ่งสู่เป้าหมาย) หมายถึง การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติของธุรกิจ ทั้งในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การบริการลูกค้า และรูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพภายในองค์กร
ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การดำเนินงานอย่างมีวินัย และวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง บริษัทไม่เพียงกลับมามีกำไร แต่ยังเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้มั่นคงยิ่งขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจาก 0.39 เท่า เหลือเพียง 0.22 เท่า อัตราส่วนสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจาก 1.80 เท่า เป็น 2.19 เท่า และต้นทุนทางการเงินลดลงถึง 42.8% เหลือเพียง 55.7 ล้านบาท งบดุลที่แข็งแกร่งขึ้นช่วยให้ไทยวามีความยืดหยุ่นในการลงทุนด้านกำลังการผลิต บุคลากร นวัตกรรม และการขยายตลาดได้อย่างมั่นใจและมีวินัย
เมื่อมองไปข้างหน้า บริษัทเชื่อว่าความก้าวหน้าในปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นตัวในระยะสั้น แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและการสร้างกำไรในระยะยาว ในธุรกิจอาหาร บริษัทจะยังคงลงทุนในการสร้างแบรนด์ นวัตกรรม และการขยายช่องทางจัดจำหน่ายในประเทศเวียดนามและตลาดส่งออก สำหรับธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม บริษัทจะเสริมความแข็งแกร่งในตลาดเดิม ขยายไปสู่ตลาดใหม่ และเสนอแนวทางการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ ต่อลูกค้า ขณะที่ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังจะยังคงมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนและการใช้สินทรัพย์ ควบคู่กับการบริหารความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างมีวินัย
ภายในปี 2573 เป้าหมายของบริษัทยังคงชัดเจน คือการพัฒนาไทยวาให้เป็นบริษัทอาหารระดับโลกที่มีมูลค่าสูง การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยมีพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่งขึ้น ฐานะการเงินที่มั่นคง และทีมงานที่มุ่งมั่นทั่วทั้งภูมิภาค บริษัทจะเดินหน้าลงทุนในด้านนวัตกรรม ศักยภาพองค์กร และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว
บริษัทมีความมุ่งมั่นในการสืบสานคุณค่าและการเติบโตของไทยวา พร้อมทั้งรักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนจาก “ไร่สู่ผู้บริโภค” ผมขอขอบคุณพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกท่าน สำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่าเราจะร่วมกันสร้างไทยวาที่ “Stronger, Faster, และ Better” ต่อไปในอนาคต
เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของท่าน และการมอบบริการที่ดีที่สุดจากเรา กรุณากดยอมรับท่านสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งานคุกกี้ของเราได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้